วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กลอนไว้อาลัยพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน

กลอนไว้อาลัยพ่อหลวงแห่งแผ่นดิน






เจ็ดสิบปี  ที่พระองค์  ทรงครองราชย์
เสโทหยาด  วรกาย  ไปทุกหน
ทั้งกลางเหนือ  อีสานใต้  ทุกตำบล
เพื่อหาหน  ทางพลิกฟื้น  ผืนแผ่นดิน
ที่กันดาร  ให้ฉ่ำเย็น  เป็นชุ่มน้ำ
ทุกเขตคาม  สดสวย  รวยทรัพย์สิน
ทุกครอบครัว  มีพออยู่  มีพอกิน
ทุกท้องถิ่น  สดใส  ไทยร่มเย็น
มาบัดนี้  พ่อหลวง  ล่วงลับแล้ว
ไร้วี่แวว  หาไหน  ก็ไม่เห็น
เฝ้าติดตาม  ถามข่าว  ทุกเช้าเย็น
ต้องหลีกเร้น  กลืนน้ำตา  สุดจาบัลย์
จึงกราบก้ม  ประณมกร  วิงวอนฟ้า
เทพเทวา  ทั่วแคว้น  แดนสวรรค์
โปรดมารับ  พ่อหลวงกลับ  ไปด้วยกัน
เสวยสุข  บนสวรรค์  นิรันเทอญ

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า  พ่อครูดอทคอม

ผู้ประพันธ์   พ่อครูดอทคอม
                          แผ่นดิน ร่ำไห้ แสนอาลัย "ในหลวงของปวงชน"
                 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช



ธ จะอยู่คู่ใจไทยทุกถิ่น
ธ จะอยู่ตราบสิ้นกัลปาวสาน์
ธ จะอยู่ในใจชาวประชา
ธ จะอยู่ทุกเวลาไม่เสื่อมคลาย
จะ ขอเดินตามย่างก้าวที่ ธ ก่อ
จะ สืบต่อกิจการงานหลากหลาย
จะ สืบสานปณิธานมิรู้คลาย
จะ ขอพลีใจกายเพื่อมวลไทย
ขอ เป็นหนึ่งในพสกนิกรชน
ขอ เป็นคนสืบสานงานสดใส
ขอ ธ ทรงเป็นแรงบันดาลใจ
ขอ ปวงไทยคงมั่นสามัคคี
ทำ สิ่งดีเป็นราชสักการะ
ทำ งานตามภาระและหน้าที่
ทำ ในกิจการงานให้ดี
ทำ ตามที่ ธ ชี้ ธ บอกมา
ดี ให้ได้ดั่งทรงเป็นแบบอย่าง
ดี ให้ได้ตามทาง ธ นำหน้า
ดี ให้โลกรู้ว่าไทยประชา
ดี ตามอย่างมหาราชา  "ภูมิพล"


ผู้ประพันธ์  กวีวรรณ


อ้างอิง http://www.porkru.com/2016/10/15/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%A7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%9E%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88/

และhttp://www.dmc.tv/pages/scoop/%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%889.html

วันศุกร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

13 บทเพลงรวมใจ...ถวายอาลัยพ่อหลวงรัชกาลที่ 9


13 บทเพลงรวมใจ...ถวายอาลัยพ่อหลวรัชกาลที่ 9 (ชมคลิป)
29 ต.ค. 2559 07:30
         ถือเป็นอีกหนึ่งการแสดงความอาลัยแด่ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร จากการเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2559 ที่ผ่านมา สำหรับ “บทเพลงถวายความอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9” ที่บรรดาศิลปินวงการเพลงไทยตั้งใจถ่ายทอดความรู้สึกแทนคนไทยทั้งชาติหลังทราบข่าวการสวรรคต ซึ่งแต่ละเพลงสะท้อนถึงหลากหลายมุมมองทั้งในแง่การถ่ายทอดความรู้สึกเศร้าโศกเสียใจ สะท้อนถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์เมื่อครั้งยังมีพระชนมชีพ ตลอดจนเตือนสติและให้กำลังใจคนไทยด้วยกันในยามวิปโยค “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์”ได้รวบรวม 13 บทเพลงถวายความอาลัยจาก 13 กลุ่มศิลปินไทย เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่มีต่อปวงชนชาวไทยมาตลอดระยะเวลาการครองราชย์ตลอด 70 ปี และเพื่อเป็นความสะดวกต่อแฟนเพลงในการค้นหาบทเพลงถวายความอาลัยเพื่อฟังยามคิดถึงพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ด้วย

1. พ่อครับ : ฟองเบียร์
นับเป็นบทเพลงถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพลงแรกที่ถูกแต่งขึ้นอย่างรวดเร็วภายในคืนวันแรกที่พระองค์เสด็จสวรรคตสำหรับเพลง “พ่อครับ” จัดทำโดยค่ายเพลง มี เรคคอร์ด ในเครือบริษัท มิวสิก มูฟ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ จำกัด ซึ่งนักแต่งเพลงชื่อดัง ฟองเบียร์ ปฏิเวธ อุทัยเฉลิม แต่งเนื้อร้อง ทำนอง และเรียบเรียงด้วยตัวเอง โดยใช้เวลาแต่งเนื้อร้องเพียงแค่ 5 นาที และมีความยาวเพียง 1.44 นาที ส่วนเนื้อหาของเพลง ฟองเบียร์บอกว่าเป็นการแสดงความรู้สึกของลูกที่อยากพูดอะไรกับพ่อหลังจากที่รู้ข่าวว่าพ่อจากไปแล้ว และตนไม่รู้สึกว่าเป็นการแต่งเพลง แต่เหมือนเป็นการเขียนจดหมายฉบับหนึ่งมากกว่า (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก ME RECORDS)

2. 13 ตุลา หนึ่งทุ่มตรง : ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ 
นอกจากเพลง “13 ตุลา หนึ่งทุ่มตรง” ผลงานการเขียนเนื้อร้องและทำนองของนักร้องนักดนตรีหนุ่มฝีมือดี ธเนศ วรากุลนุเคราะห์ จะถ่ายทอดความรู้สึกของคนไทยทั้งประเทศเมื่อทราบข่าวการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในวันที่ 13 ต.ค. 2559 เวลา 19.00 น. ได้อย่างไพเราะจับใจคนฟังแล้ว ในส่วนของมิวสิกวิดีโอที่ประมวลภาพจากเหตุการณ์จริงที่เกิดขึ้นในคืนดังกล่าว ทำให้กลายเป็นมิวสิกวิดีโอที่เรียกน้ำตาคนดูท่วมหน้าจอทั่วไทยจริงๆ (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก ธเนศ วรากุลนุเคราะห์)

3. พ่อภูมิพล : แอ๊ด คาราบาว 
เป็นบทเพลงถวายความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์คเวลานี้สำหรับเพลง “พ่อภูมิพล” ฝีมือการเขียนเนื้อร้อง ทำนอง เรียบเรียงโดย แอ๊ด ยืนยง โอภากุล หรือ แอ๊ด คาราบาว นักร้องนักดนตรีชื่อดังของไทย โดยเป็นเพลงที่นอกจากจะแสดงความรู้สึกถึงความโศกเศร้าที่ต้องสูญเสียพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 ของไทยแล้ว ยังเป็นเพลงที่สะท้อนถึงพระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อครั้งยังมีพระชนมชีพด้วย (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก carabaoofficial)

4. ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9 : เสก โลโซ 
ร็อกเกอร์ดัง เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ เป็นอีกหนึ่งศิลปินที่ร่วมใจถ่ายทอดเพลงถวายความอาลัยเพื่อพ่อหลวงเช่นกัน งานนี้เสกลงมือทั้งแต่งคำร้อง ทำนอง เรียบเรียง ถ่ายทอดออกมาเป็นเพลง “ฉันเกิดในรัชกาลที่ 9” เพื่อเป็นการบอกว่ารู้สึกภูมิใจที่ได้เกิดในแผ่นดินไทยรัชกาลที่ 9 แต่แล้วก็ต้องใจสลายเมื่อทราบข่าวการสวรรคตของพระองค์ จึงถ่ายทอดออกมาเป็นเพลงของพ่อเพื่อให้พระองค์ได้ยินคำว่ารัก และจะเป็นคนดีต่อพ่อและประเทศไทย แม้จะเป็นเพลงเนื้อหาเศร้า แต่ด้วยดนตรีสไตล์ร็อกตามแบบฉบับของเสก โลโซ จึงทำให้มีพลังความเข้มแข็งที่แฝงอยู่ในบทเพลงด้วย (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก Sekloso Channel)

5. ลูกขอสัญญา : Big Ass | ตูน Bodyslam | เมธี Labanoon | Vietrio 
นับเป็นเพลงที่ผสมผสานดนตรีร็อกและดนตรีคลาสสิกไว้อย่างลงตัวสำหรับเพลง “ลูกขอสัญญา” ซึ่งเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของศิลปินร็อกรุ่นใหม่แนวหน้าของเมืองไทยทั้ง บิ๊กแอส, ตูน บอดี้สแลม, เมธี ลาบานูน และกลุ่มนักดนตรีคลาสสิก วีทรีโอ จัดทำโดยค่าย จีนี่ เรคคอร์ดส ในส่วนเนื้อเพลงนั้นเป็นการถ่ายทอดความรู้สึกที่แม้จะเศร้าโศกเสียใจกับความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ลูกๆ ชาวไทยทั้งหลายขอสัญญาว่าจะทำความดีให้มากกว่านี้ และจะรักและสามัคคีไปจนวันสุดท้ายเพื่อให้พ่อสบายใจ (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก Genierock)

6. วันที่พ่อไม่อยู่ : Wan Brothers Feat. Jugg Chawin 
3 นักร้องนักดนตรีหนุ่ม ว่าน ธนกฤต พานิชวิทย์, ว่าน อคิร วงษ์เซ็ง ที่รวมตัวกันในนาม Wan Brothers และ จั๊ก ชวิน จิตรสมบูรณ์ ขอเป็นหนึ่งในกลุ่มศิลปินที่แต่งเพลงเพื่อถวายความอาลัยด้วยเช่นกัน โดยทั้ง 3 หนุ่มร่วมกันถ่ายทอดความรู้สึกหลังทราบข่าวการสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 ผ่านบทเพลง “วันที่พ่อไม่อยู่” เพลงที่เผยถึงความรู้สึกของเด็กน้อยคนหนึ่งที่ยังอ่อนแอและรับความจริงไม่ไหวที่รู้ว่าพ่อได้จากไปแล้ว แต่ก็ขอให้พ่อไม่ต้องห่วงเพราะลูกจะเดินต่อตามที่พ่อเคยสอนไว้ ซึ่งในส่วนมิวสิกวิดีโอนั้นได้นักร้องสาว นิว นภัสสร ภูธรใจ วาดภาพการ์ตูนประกอบด้วย (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก wanbrothers)

7. รักเพื่อพ่อ : สิงโต นำโชคบทเพลง “รักเพื่อพ่อ” อีกหนึ่งผลงานเพลงจาก สิงโต นำโชค ศิลปินเพลงป๊อปชื่อดัง ที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งในเพลงดังกล่าวพูดถึงมุมมองของคนไทยที่เคยได้ยินเรื่องราวมากมายของพ่อที่เปรียบดังแสงสว่างนำทางชีวิต ซึ่งตนจะขอน้อมนำทำตามคำสอน อีกทั้งพ่อไม่เคยขอให้เรารักพ่อ แต่ขอให้เราได้รักกัน และในวันนี้หากพ่อมองอยู่ตรงนั้นและเห็นคนไทยรักกันจะมีความสุขเพียงใด นับเป็นเพลงเพื่อพ่ออีกเพลงที่มีความหมายซาบซึ้งและตรงใจคนไทยที่สุดอีกเพลงหนึ่ง (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก Whattheduck)

8. พลังแสงอาทิตย์ : ฟักกลิ้ง ฮีโร่ ft. คิว Flure
ไม่จำเป็นว่าเพลงถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จะต้องเป็นเพลงช้าบัลลาดซึ้งๆ เรียกน้ำตาเท่านั้น เพราะเพลง “พลังแสงอาทิตย์” จากฝีมือของแร็พเปอร์หนุ่ม ฟักกลิ้ง ฮีโร่ และคิว วงฟลัวร์ เป็นเพลงแร็พที่ฟังแล้วรู้สึกมีพลัง อีกทั้งเนื้อหาเพลงยังสะท้อนถึงพระราชกรณียกิจของพระองค์เมื่อครั้งยังมีพระชนมชีพอยู่ได้ลงตัวเข้ากับเพลงแร็พเป็นอย่างดีอีกด้วย หากใครชื่นชอบเพลงถวายความอาลัยที่ฉีกแนวไปจากเพลงช้าๆ ซึ้งๆ ที่คุ้นเคยต้องลองฟัง (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก FuckingHero Official)

9. ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป : MILDVOCALIST 
เป็นอีกหนึ่งบทเพลงถวายความอาลัยที่หลายคนชื่นชมไม่น้อยสำหรับ “ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” ผลงานการแต่งคำร้อง ทำนอง เรียบเรียงของนักร้องนักดนตรีหนุ่ม เป้ บดินทร์ เจริญราษฎร์ หรือ เป้ วงมายด์ เพราะด้วยเนื้อหาที่ถ่ายทอดความจงรักภักดีที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ใช้คำได้ไพเราะลึกซึ้ง บวกกับทำนองเพลงเศร้าบาดใจคนฟัง อีกทั้งเสียงร้องนุ่มๆ ของหนุ่มเป้ จึงกลายเป็นเพลงเพื่อพ่อที่หลายคนชื่นชอบจนต้องฟังซ้ำอีกหลายรอบเลยทีเดียว (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก mildvocalist)

10. บทเพลงของพ่อ : ตรัย ภูมิรัตน l บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ และเพื่อนศิลปิน 
ดังที่เราคนไทยทราบกันดีว่า เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ยังทรงมีพระชนมชีพอยู่นั้น พระองค์ได้รับการยกย่องว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีพระอัจฉริยภาพทางด้านดนตรีด้วยเช่นกัน เพลง “บทเพลงของพ่อ” ฝีมือการแต่งคำร้องและทำนองโดย ตรัย ภูมิรัตน และเรียบเรียงโดย บุรินทร์ บุญวิสุทธิ์ จัดทำโดยเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จึงเป็นบทเพลงที่ถ่ายทอดความรู้สึกของคนไทยที่ได้เคยเห็นภาพของพ่อเล่นดนตรี และในวันนี้เมื่อไม่มีพ่ออีกแล้ว จึงอยากร้องบทเพลงของพ่อเพื่อแสดงความรักพ่อสุดหัวใจให้ได้ยิน นอกจากนี้เพลงนี้ยังได้ศิลปินคุณภาพนับ 20 ชีวิตมาร่วมถ่ายทอดความรู้สึกอีกด้วย (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก WorkpointOfficial)

11. เมื่อยอดมนุษย์บินกลับดาว : บิทเติ้ล | Beatle 
ถือเป็นบทเพลงถวายความอาลัยที่ฟังแล้วยิ้มทั้งน้ำตาก็ว่าได้สำหรับเพลง “เมื่อยอดมนุษย์บินกลับดาว” ฝีมือการร้องรวมไปถึงการแต่งเนื้อร้องและทำนองของ บิทเติ้ล สุขุมพันธ์ ฐิติธนพันธ์ ศิลปินจากค่ายอาร์สยาม ที่ถ่ายทอดเรื่องราวตัวการ์ตูนยอดมนุษย์จากดาวดวงหนึ่งที่แสนไกลที่คอยต่อสู้กับเหล่าร้ายอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อปกป้องเมืองด้วยความตั้งใจ แต่เมื่อวันหนึ่งเขาต้องบินกลับไปยังดวงดาวที่เคยจากมา ทำให้ชาวบ้านรู้สึกเศร้า แต่ยอดมนุษย์ปลอบใจว่าได้มอบพลังให้ทุกคนเป็นยอดมนุษย์รุ่นใหม่แล้ว ขอให้รักและเอาใจใส่กันและกัน นอกจากนี้ในส่วนมิวสิกวิดีโอเพลงนี้ยังมีภาพประกอบเป็นตัวการ์ตูนยอดมนุษย์ที่รับรองว่าดูแล้วยิ้มตามไปกับความน่ารักและเรื่องราวในมิวสิกวิดีโออย่างแน่นอน (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก RsiamMusic : อาร์สยาม)

12. คิดถึงพ่อ : RETROSPECT
เพลง "คิดถึงพ่อ" อีกหนึ่งบทเพลงเศร้าซึ้งกินใจจากวงเรทโทรสเปค ที่จัดทำขึ้นเพื่อถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งเนื้อหาภายในเพลงนอกจากจะเป็นเพลงที่ถ่ายทอดความรู้สึกคิดถึงพ่อหลวงที่นาทีนี้อยู่ไกลแสนไกลแล้ว ยังเป็นเพลงที่เตือนสติให้ระลึกถึงคำพ่อสอนว่าให้รักกัน ไม่ทะเลาะกัน เพื่อให้พ่อที่อยู่บนฟ้าภูมิใจที่เห็นลูกๆ เป็นคนดีและมีความรักความสามัคคีกันอีกด้วย (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก Retrospectrock)

13. พ่อจ๋า : พริกไทย ft.Peekeh Supanee
ปิดท้ายที่เพลง "พ่อจ๋า" เพลงถวายความอาลัยต่อพ่อหลวงรัชกาลที่ 9 จากวงพริกไทย วงดนตรีเพลงป๊อปร็อกชื่อดังจากค่ายอาร์เอส ที่ในวันนี้กลับมาในวงการเพลงอีกครั้งภายใต้สังกัดใหม่ Mellow ME และในการถ่ายทอดเพลงเพื่อพ่อครั้งนี้ พริกไทยได้ Peekeh Supanee มาร่วมงานเพื่อถ่ายทอดบทเพลงครั้งพิเศษด้วย หากใครได้ฟังเพลงนี้นอกจากจะซึ้งกินใจกับเนื้อหาของเพลงที่พูดถึงการจากไปของพ่อเป็นเหมือนฝันร้ายแล้ว เสียงร้องใสๆ แต่แสนเศร้า คลอด้วยเสียงกีตาร์ที่เศร้าไม่แพ้เสียงร้อง ฟังแล้วเพราะจับใจคนฟังจริงๆ (ขอบคุณคลิปยูทูปจาก Mellow Me).





อ้างอิง http://www.thairath.co.th/content/767402

วันพุธที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

กำหนดไว้ทุกข์ 1 ปี ลดธง-งดรื่นเริง30วัน รายการโทรทัศน์ด้วย

กำหนดไว้ทุกข์ 1 ปี ลดธง-งดรื่นเริง30วัน รายการโทรทัศน์ด้วย








     กำหนดไว้ทุกข์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในพระบรมโกศลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน รวมทั้งงดงานรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน ขณะที่นายกฯ ออกรวมการเฉพาะกิจ ขอให้ประชาชนฟังข่าวสารจากรัฐบาล อย่าเชื่อข่าวลือที่ไม่มีที่มา พร้อมตั้งศูนย์เตรียมงานพระบรมศพอย่างสมพระ เกียรติยศ ตามกฎหมายและราชประเพณี และช่วยกันรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง ไม่ให้ใครฉวยโอกาสสร้างความขัดแย้งได้
     เมื่อวันที่ 13 ต.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ระบุว่า การ เตรียมงานพระ บรมศพในส่วนของรัฐบาล และประชาชนให้สมพระเกียรติยศ และสมกับความจงรักภักดีของประชาชนชาวไทย ที่มีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวในพระบรมโกศ ทั้งนี้การดำเนินการ ทั้ง 2 ประการนี้ รัฐบาลจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนทราบเป็นระยะต่อไป ในช่วงเวลาต่อจากนี้ไปเป็น ช่วงเวลาที่รัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการเรื่องต่างๆ ให้เป็นไปตามกฎหมาย และราชประเพณี รัฐบาลจึงขอให้พี่น้องประชาชนทั้งหลาย รับฟังข่าวสารอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานราชการอย่าเชื่อข่าวที่ลือที่ไม่ปรากฏแหล่งอ้างอิง
พร้อมกันนี้รัฐบาลขอเชิญชวนให้พี่น้องประชาชนคนไทยที่รักทุกท่านแต่งกายถวายความอาลัย เป็นเวลา 1 ปี สถานที่ราชการลดธงครึ่งเสา เป็น เวลา 30 วัน และทุกภาคส่วน ควรพิจารณางดการจัดงานรื่นเริงต่างๆ เป็นเวลา 30 วัน
ทั้งนี้ท่านทั้งหลายอาจเข้าร่วมพิธีหรือจัดกิจกรรมทางศาสนาของตน ถวายเป็นพระราชกุศล หรือ จัดเป็นพระบรมราชานุสรณ์ อีกทั้งควรใช้ โอกาสนี้ให้กำลังใจแก่กันและกัน เพราะเราทุกคนต่างก็มีหัวอกเดียวกัน เพราะมีพ่อของแผ่นดินร่วมกัน และโปรดช่วยกันรักษาความสงบเรียบ ร้อยของบ้านเมือง มิให้ผู้ใดฉวยโอกาสแทรกเข้ามาก่อความขัดแย้ง จนกลายเป็นความวุ่นวาย
รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ฝ่ายอาคารและสถานที่ทำเนียบรัฐบาล ได้จัดเตรียมสถานที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับ เป็นศูนย์ประสานงานในภารกิจต่างๆ ทั้งในส่วนของทำเนียบรัฐบาล เรื่องของพิธีการและการรักษาความปลอดภัยในกรณีที่จำเป็นต้องมีการ ประชุมต่างๆ
       วันเดียวกันราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสวรรคต ระบุว่า ตามที่ได้มีประกาศสำนัก พระราชวัง เรื่องพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามมินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคตลง ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 นั้น รัฐบาลได้รับทราบด้วยความโทมนัสอย่างยิ่ง จึงเห็นสมควรประกาศดังต่อไปนี้
1.ให้สถานที่ราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐ และสถานศึกษาทุกแห่ง ลดธงครึ่งเสาเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป
2.ให้ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ และเจ้าหน้าที่ของรัฐไว้ทุกข์มีกำหนด 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2559 เป็นต้นไป สำหรับประชาชนทั่วไป ขอให้พิจารณาดำเนินการตามความเหมาะสม
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองสารนิเทศ ตร. แจ้งยกเลิกการจัดงานเลี้ยงรับรอง เนื่องในวันตำรวจ 13 ต.ค. ประจำปี พ.ศ.2559 ซึ่งตามกำหนด การจะมีงานเลี้ยงรับรองวันตำรวจขึ้นตั้งแต่เวลา 18.30 น. วันนี้ ที่สโมสรตำรวจ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน แต่ขณะนี้ได้แจ้งยกเลิกการจัดงานดังกล่าวแล้ว
         นอกจากนี้ ตร.แจ้งเลื่อนการประชุมมอบนโยบายบริหารราชการ ตร. ที่กำหนดขึ้นในวันที่ 15 ต.ค. ออกไปก่อนด้วย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา ออกประกาศเรื่อง เลื่อนกำหนดวันรับพระราชทานประกาศนียบัตรเนติบัณฑิต สมัยที่ 68 และการซ้อมใหญ่ โดยระบุว่า ตามที่จะมีพิธีซ้อมใหญ่พิธีรับพระราชทานประกาศนียบัตร และวันอบรมหลักสูตรภาคจริยธรรมระหว่างวันที่ 29-31 ต.ค.
โดยสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนกำหนดวันรับพระราชทานประกาศนียบัตรเนติ บัณฑิต สมัยที่ 68 และวันซ้อมใหญ่ วันที่ 29 และ 31 ต.ค. ออกไปจนกว่าจะมีกำหนดการใหม่ ส่วนกำหนดวันอบรมยังคงให้เป็นไปตามเดิม
ขณะที่การแสดงละครเวที “ม่านประเพณี ประกาศิต อาญาสวรรค์” ที่เอ็มเธียเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ รอบ 19.30 น. ก็สั่งยกเลิก พร้อมให้ติดต่อ รับเงินคืนได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 17.30 น. ทางกองกำลังรักษาความสงบ(กกล.รส.) สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทหารซึ่งเป็นผู้ช่วยพนักงานตำรวจลงพื้นที่ ตามซอยและแยกต่างๆ รวมถึงพื้นที่เสี่ยงที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญทั่วกรุงเทพ มหานคร รวมถึงสถานีโทรทัศน์ทุกช่อง โดยเพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ลงไป อีก เพื่อป้องกันระวังเหตุการณ์มือที่ 3 อาจจะมาก่อความวุ่นวาย
รายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาแห่งชาติ(กสทช.) แจ้งว่า คณะกรรมการ กิจการกระจายเสียง และกิจการโทรทัศน์(กสท.) มีมติในการประชุม ครั้งพิเศษที่ 1/2559 เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2559 มีมติกำหนดแนวปฏิบัติ สำหรับผู้รับใบอนุญาตประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กรณีพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามา ธิบดี จักรี นฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคต ดังนี้
1.การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเสด็จสวรรคต ผ่านทางสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีโทรทัศน์ ในระบบภาคพื้นดิน ระบบดาวเทียม และ ระบบอื่นใด ให้ถือปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อปฏิบัติของสำนักพระราชวังโดยเคร่งครัด
2.การถ่ายทอดภาพหรือเสียงเกี่ยวกับการเสด็จสวรรคต และงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรา มาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามิน ทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จสวรรคตให้เชื่อมโยงสัญญาณโดยตรงจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศ ไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยมิให้นำเอาภาพและเสียงไปออกอากาศซ้ำเว้นแต่จะได้รับอนุญาต
3.การเผยแพร่รายการต่างๆ ของสถานีวิทยุกระจายเสียง สถานีโทรทัศน์ ให้งดการเผยแพร่รายการที่แสดงถึงความรื่นเริงเป็นเวลา 30 วัน และขอ ให้คำนึงถึงความเหมาะสม เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและ ร่วมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช
มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร
พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้บริหารสถานีโทรทัศน์และกสทช.หารือ ทำความเข้าใจในการออก อากาศรายการ ให้เกี่ยวสัญญาณจากโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เป็นเวลา 30 วัน สลับหมุนเวียนกันไป โดยในวันที่ 14 ต.ค.ให้ดึงสัญญาณจากสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทยช่องเอ็นบีที สถานีโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 โมเดิร์นไนน์ทีวี สถานีโทรทัศน์สีช่อง 3 สถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส และเวียนกลับมาที่ช่องเอ็นบีที โดยระหว่างนี้ขอความร่วมมือให้กสทช.ย้ำเตือนให้สถานี โทรทัศน์ทุกช่องปฏิบัติตามคำสั่งตามช่วงระยะดังกล่าว และต้องขอความร่วมมือสื่อออนไลน์ และเฟซบุ๊กไลฟ์การนำเสนอข้อมูลต่างๆ ในช่วงเวลานี้
ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.วินธัย สุวารี โฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงการสนับสนุนให้บรรยากาศโดยรวมของ ประเทศเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยสูงสุด รองรับการดำเนินการงานสำคัญของรัฐบาล โดยเฉพาะการดำเนินพระราชพิธีสำคัญตามราช ประเพณีของประเทศ คสช.มีความจำเป็นที่จะจัดเจ้าหน้าที่เพื่อดูแลความปลอดภัยเฝ้าระวังเพิ่มเติมให้ตามจุดและพื้นที่สำคัญๆ ต่างๆ ของประเทศ เพื่อให้ภารกิจสำคัญๆ ของรัฐในช่วงนี้ได้ดำเนินการไปด้วยความเรียบร้อย รวมถึงจะคอยอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนในทุกด้าน
“ขอให้พี่น้องประชาชน ได้ร่วมกันให้ความร่วมมือและสนับสนุนการทำงานเจ้าหน้าที่ และหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆ อันดูไม่เหมาะสมกับ บรรยากาศ และขอความกรุณาได้ใช้วิจารณญาณในการรับฟังข่าวสาร พร้อมติดตามความคืบหน้าเรื่องสำคัญๆ ได้จากรัฐบาล หรือหน่วยราชการ ที่จะได้แจ้งให้ทราบออกมาเป็นระยะๆ ต่อไป” พ.อ.วินธัยกล่าว

อ้างอิง https://www.khaosod.co.th/special-stories/news_50683

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559


วันออกพรรษา 

ประวัติวันออกพรรษา



วันออกพรรษา
วันออกพรรษา

          วันออกพรรษา 2559 ตรงกับวันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม  หรือตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ว่าแต่ ประวัติวันออกพรรษา การตักบาตรเทโว มีความสำคัญอย่างไร มาดูกัน

          
สำหรับ วันออกพรรษา 
ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี เป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางพุทธศาสนา และเพื่อให้ทุก ๆ คนได้รู้ถึงประวัติความเป็นมา และความสำคัญของวันออกพรรษา ตลอดจนกิจกรรมวันออกพรรษาที่นิยมทำกัน ในวันนี้ กระปุกดอทคอม จึงได้รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ ของวันออกพรรษา มาฝากเพื่อน ๆ ค่ะ
ประวัติวันออกพรรษา

          โดยเมื่อเทศกาลเข้าพรรษาได้ผ่านพ้นไปถึง 3 เดือน ก็จะเป็นช่วงเวลาของ "วันออกพรรษา" ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดระยะการจำพรรษา หรือออกจากการอยู่ประจำที่วัดในช่วงฤดูฝนตลอด 3 เดือนของพระภิกษุสงฆ์ โดย วันออกพรรษา ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ของทุกปี ซึ่งเรียกอีกอย่างว่า "วันมหาปวารณา" คำว่า "ปวารณา" นั้นแปลว่า อนุญาตหรือยอมให้ โดยในปีนี้ วันออกพรรษา 2559 ตรงกับวันอาทิตย์ ที่ 16 ตุลาคม 
          ทั้งนี้ วันออกพรรษา พระสงฆ์จะประกอบพิธีทำสังฆกรรมใหญ่ที่เรียกว่า มหาปวารณา ใน วันออกพรรษา ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้ภิกษุว่ากล่าวตักเตือนซึ่งกันและกันได้ เนื่องจากในระหว่างที่เข้าพรรษาอยู่ด้วยกัน พระสงฆ์บางรูปอาจมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไข และการให้ผู้อื่นว่ากล่าวตักเตือนก็จะทำให้รู้ข้อบกพร่องของตน อีกทั้งยังเปิดโอกาสให้ถามข้อสงสัยซึ่งกันและกันได้ด้วย พระผู้ใหญ่ก็กล่าวตักเตือนพระผู้น้อยได้ และพระผู้มีอาวุโสน้อยก็สามารถชี้แนะถึงข้อไม่ดีของพระผู้ใหญ่ได้เช่นกัน แม้พระผู้ใหญ่จะมีอาวุโสมากกว่า แต่ท่านก็มิได้สำคัญตนผิดคิดว่าท่านทำอะไรแล้วถูกไปหมดทุกอย่าง เพื่อเป็นเครื่องมือชี้ให้เห็นวิธีการคอยสังวร คือ ตามระวัง ไม่ประมาท ไม่ยอมให้ความเลวร้ายเกิดขึ้นได้ เหมือนล้อมรั้วไว้ก่อนที่วัวจะหาย ไม่ว่าจะอยู่ในเทศกาลเข้าพรรษาหรือออกพรรษา พระท่านจะประพฤติดี ปฏิบัติชอบ ตามระบอบของพระธรรมวินัยอยู่ตลอดเวลา

          สำหรับคำกล่าว ปวารณา มีคำกล่าวเป็นภาษาบาลีดังนี้ "สังฆัมภันเต ปะวาเรมิ ทิฎเฐนะ วา สุเตนะ วาปะริสังกายะ วา วะทันตุ มัง อายัสมันโต อะนุกัมปัง อุปาทายะ ปัสสันโต ปะฏิกกะริสสามิ" มีความหมายว่า ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ กระผมขอปวารณาต่อสงฆ์ ด้วยได้เห็นหรือได้ฟังก็ตาม ขอท่านทั้งหลายโปรดอนุเคราะห์ ว่ากล่าวตักเตือนกระผมด้วย เมื่อกระผมมองเห็นแล้ว จักประพฤติตัวเสียใหม่ให้ดี

          เมื่อทำพิธีวันออกพรรษาแล้ว พระภิกษุสงฆ์สามารถจาริกไปในสถานที่ต่าง ๆ หรือค้างคืนที่อื่นได้โดยไม่ผิดพระพุทธบัญญัติ และยังได้รับอานิสงส์ก็คือ 

          - ไปไหนไม่ต้องบอกลา
          - ไม่ต้องถือผ้าไตรครบชุด
          - มีสิทธิ์รับลาภที่เกิดขึ้นได้
          - มีโอกาสได้อนุโมทนากฐิน ที่จะสามารถขยายเวลาของอานิสงส์ออกไปอีก 4 เดือน
 ประเพณีเกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา
          ประเพณีเกี่ยวข้องกับวันออกพรรษา ที่นิยมปฏิบัติอยู่ 2 อย่าง คือ 


          1. ประเพณีตักบาตรเทโว หลังวันออกพรรษา  
          หลังวันออกพรรษา 1 วัน คือ แรม 1 ค่ำ เดือน 11 จะมีการ "ตักบาตรเทโว" หรือชื่อเต็มตามคำพระว่า "เทโวโรหณะ" แปลว่า การหยั่งลงจากเทวโลก โดยสามารถเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า "ตักบาตรดาวดึงส์" โดยอาหารที่นิยมนำไปใส่บาตรคือ ข้าวต้มมัด และข้าวต้มลูกโยน

          ความเป็นมาของประเพณีตักบาตรเทโว มีดังนี้  

          สมัยพุทธกาล เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม และเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาโดยจำพรรษาอยู่ ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเวลา 1 พรรษา และเมื่อออกพรรษาแล้วพระองค์ได้เสด็จกลับยังโลกมนุษย์ ณ สังกัสสะนคร การที่พระพุทธองค์เสด็จลงมาจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรียกตามศัพท์ภาษาบาลีว่า "เทโวโรหณะ" ในครั้งนั้นบรรดาพุทธศาสนิกชนผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส เมื่อทราบข่าวต่างพร้อมใจกันไปรอตักบาตรเพื่อรับเสด็จกันอย่างเนืองแน่น จนถือเป็นประเพณีตักบาตรเทโวปฏิบัติสืบทอดกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

          โดยพิธีตักบาตรเทโวโรหณะในปัจจุบันนั้นจะเริ่มตั้งแต่ตอนรุ่งอรุณ หลัง วันออกพรรษา พระภิกษุสามเณรลงทำวัตรในพระอุโบสถ พอพระอาทิตย์ขึ้นก็สมมติว่า พระลงมาจากบันไดสวรรค์ บางที่ก็มีดนตรีบรรเลงเพลงไทยเดิม สมมติว่าเป็นพวกเทวดาบรรเลง ขับกล่อมตามส่งพระพุทธเจ้า ยังมีพวกแฟนตาซีอีก แต่งเป็นพวกยักษ์ เทวดา พระอินทร์ พรหม นางเทพธิดา นำหน้าขบวนพระภิกษุสามเณร ชาวบ้านก็จะใส่บาตรด้วยอาหารหวาน อาหารคาว ข้าวต้มลูกโยน ข้าวต้มมัด จึงเป็นสัญลักษณ์ของพิธีนี้

          2. ประเพณีเทศน์มหาชาติ หลัง วันออกพรรษา

 
          งานเทศน์มหาชาติ นิยมทำกันหลัง วันออกพรรษา พ้นหน้ากฐินไปแล้ว ซึ่งกฐินจะทำกัน 1 เดือนหลังออกพรรษา ที่จะร่วมกันทอดกฐินทั้ง จุลกฐิน และมหากฐิน โดยประเพณีงานเทศน์มหาชาติอาจทำในวันขึ้น 8 ค่ำกลางเดือน 12 หรือในวันแรม 8 ค่ำ ก็ได้ เพราะในช่วงนี้น้ำเริ่มลดและข้าวปลาอาหารกำลังอุดมสมบูรณ์ จึงพร้อมใจกันทำบุญทำทานและเล่นสนุกสนานรื่นเริง แต่ในภาคอีสานนั้นนิยมทำกันในเดือน 4 เรียกว่า "งานบุญพระเวส" ซึ่งเป็นช่วงที่เสร็จจากการทำบุญลานเอาข้าวเข้ายุ้ง ในภาคกลาง บางท้องถิ่นทำกันในเดือน 5 ต่อเดือน 6 ก็มี

          งานเทศน์มหาชาตินั้นจะทำในเดือนไหนก็ได้ไม่จำกัดฤดูกาล โดยมากเพื่อเป็นการหาเงินเข้าวัด บางแห่งนิยมทำในเดือน 10 โดยการเทศน์มหาชาตินั้น มีอยู่ด้วยกันทั้งหมด 13 กัณฑ์ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับพระเวสสันดรอันเป็นพระชาติสุดท้ายของพระบรมโพธิสัตว์ ก่อนที่จะมาประสูติเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ และออกบวชจนตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ประเพณี วันออกพรรษา ในแต่ละภาค

          นอกจากนี้ในแต่ละภาคก็จะมีประเพณีที่ต่างกันไป

          วันออกพรรษา ภาคกลาง

          จังหวัดนครปฐม ที่พระปฐมเจดีย์ พระภิกษุสามเณรจะมารวมกันที่องค์พระปฐมเจดีย์ แล้วก็เดินลงมาจากบันไดนาคหน้าวิหารพระร่วง สมมติว่าพระเดินลงมาจากบันไดสวรรค์ชาวบ้านก็คอยใส่บาตร

          จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาสูง ณ วัดสะแกกรัง พระภิกษุก็จะเดินลงมาจากเขารับบิณฑบาตจากชาวบ้าน โดยขบวนพระภิกษุสงฆ์ที่ลงมาจากบันไดนั้นนิยมให้มีพระพุทธรูปนำหน้า ทำการสมมติว่าเป็นพระพุทธเจ้า จะใช้พระปางอุ้มบาตร ห้ามมาร ห้ามสมุทร รำพึง ถวายเนตรหรือปางลีลา ตั้งไว้บนรถหรือตั้งบนคานหาม มีที่ตั้งบาตรสำหรับอาหารบิณฑบาต

          แต่สำหรับบางที่ไม่นิยมตักบาตรเทโว แต่นิยมตักบาตรตอนเช้าถวายอาหารพระภิกษุแล้วฟังเทศน์รักษาอุโบสถศีล ส่วนที่นิยมตักบาตรเทโว จะทำบุญเป็น 2 วัน คือวันออกพรรษากับวันเทโว ในวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ในวันออกพรรษานั้น หรือในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ก็มีการฟังเทศน์ตอนสาย ๆ และรักษาอุโบสถศีล
          วันออกพรรษา ภาคใต้ 
          ส่วนทางภาคใต้ก็จะมีประเพณีชักพระหรือลากพระ ซึ่งก็คือพระพุทธรูปนั่นเอง โดยมี 2 กรณี คือ ชักพระทางบก กับชักพระทางน้ำ 

           พิธีชักพระทางบก        

          ในจังหวัดนครศรีธรรมราช ก่อนวันชักพระ 2 วัน จะมีพิธีใส่บาตรหน้าล้อ นอกจากอาหารคาวหวานแล้ว ยังมีสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของงาน คือ "ปัด" หรือข้าวต้มผัดน้ำกะทิห่อด้วยใบมะพร้าว บางที่ห่อด้วยใบกะพ้อ (ปาล์มชนิดหนึ่ง) ในภาคกลางเขาเรียกว่า ข้าวต้มลูกโยน ก่อนจะถึงวันออกพรรษา 1 - 2 สัปดาห์ ทางวัดจะทำเรือบก คือ เอาท่อนไม้ขนาดใหญ่ 2 ท่อนมาทำเป็นพญานาค 2 ตัว เป็นแม่เรือที่ถูกยึดไว้อย่างแข็งแรง แล้วปูกระดาน วางบุษบก บนบุษบกจะนำพระพุทธรูปยืนรอบบุษบกก็วางเครื่องดนตรีไว้บรรเลง เวลาเคลื่อนพระไปสู่บริเวณงานพอเช้าวัน 1 ค่ำ เดือน 11 ชาวบ้านจะช่วยกันชักพระ โดยถือเชือกขนาดใหญ่ 2 เส้นที่ผูกไว้กับพญานาคทั้ง 2 ตัว เมื่อถึงบริเวณงานจะมีการสมโภช และมีการเล่นกีฬาพื้นเมืองต่าง ๆ กลางคืนมีงานฉลองอย่างมโหฬาร อย่างการชักพระที่ปัตตานีก็จะมีชาวอิสลามร่วมด้วย
  
          พิธีชักพระทางน้ำ 
          ก่อนถึงวันแรม 1 ค่ำเดือน 11 ทางวัดที่อยู่ริมน้ำ ก็จะเตรียมการต่าง ๆ โดยการนำเรือมา 2 - 3 ลำ มาปูด้วยไม้กระดานเพื่อตั้งบุษบก หรือพนมพระประดับประดาด้วยธงทิว ในบุษบกก็ตั้งพระพุทธรูป ในเรือบางที่ก็มีเครื่องดนตรีประโคมตลอดทางที่เรือเคลื่อนที่ไปสู่จุดกำหนด คือบริเวณงานท่าน้ำที่เป็นบริเวณงานก็จะมีเรือพระหลาย ๆ วัดมาร่วมงาน ปัจจุบันจะนิยมใช้เรือยนต์จูง แทนการพาย เมื่อชักพระถึงบริเวณงานทั้งหมด ทุกวัดที่มาร่วมจะมีการฉลองสมโภชพระ มีการละเล่นต่าง ๆ อย่างสนุกสนาน เช่น แข่งเรือปาโคลน ซัดข้าวต้ม เป็นต้น เมื่อฉลองเสร็จ ก็จะชักพระกลับวัด บางทีก็จะแย่งเรือกัน ฝ่ายใดชนะก็ยึดเรือ ฝ่ายใดแพ้ต้องเสียค่าไถ่ให้ฝ่ายชนะ จึงจะได้เรือคืน

          ในเขตที่มีบ้านเรือนอยู่ในเขตแม่น้ำลำคลองก็จะมีพิธีรับพระเช่นกัน อย่างที่อำเภอบางบ่อ บางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ทางวัดจะอัญเชิญพระพุทธรูปยืนลงบุษบกในตัวเรือแล้วแห่ไปตามลำคลอง ชาวบ้านก็จะโยนดอกบัวจากฝั่งให้ตกในเรือหน้าพระพุทธรูป แล้วโยนข้าวต้ม และยังมีการแข่งขันเรือชิงรางวัลอีกด้วย หรือจะเป็นประเพณีตักบาตรพระร้อย ที่เป็นการใส่บาตรพระร้อยรูป ส่วนมากจะจัดพิธีขึ้นทางน้ำเนื่องจากแต่ก่อนบ้านเรือนจะอยู่ติดแม่น้ำลำคลอง การสัญจรไปไหนมาไหนก็จะใช้เรือ พระส่วนใหญ่จึงใช้เรือในการออกบิณฑบาต


กิจกรรมต่าง ๆ ที่พุทธศาสนิกชนควรปฏิบัติใน วันออกพรรษา

          1. ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลให้แก่ญาติผู้ล่วงลับ

          2. ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล ถวายสังฆทาน ถวายภัตตาหาร หรือจัดดอกไม้ ธูป เทียน ไปบูชาที่วัด และฟังพระธรรมเทศนา

          3. ร่วมกุศลธรรม "ตักบาตรเทโว"

          4. ปัดกวาดบ้านเรือนให้สะอาด ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการและ ประดับธงชาติและธงธรรมจักรตามวัด และสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา

          5. ตามสถานที่ราชการ สถานที่ศึกษาและที่วัด ควรจัดให้มีนิทรรศการ การบรรยาย หรือ บรรยายธรรม เกี่ยวกับวันออกพรรษา ฯลฯ เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนและผู้สนใจทั่วไป

          6. งดการเที่ยวเตร่ ละเว้นอบายมุข รวมทั้งละเว้นการฆ่าสัตว์และบริโภคเนื้อสัตว์

โดยประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการทำพิธี วันออกพรรษา จะมีดังต่อไปนี้

          - เตือนสติว่าเวลาที่ผ่านพ้นไปอีกพรรษาหนึ่งแล้วได้คร่าชีวิตมนุษย์ ให้ผู้คนนั้นดำรงอยู่ในความไม่ประมาทและหันมาสร้างกุศล

          - การทำบุญออกพรรษาจะเปิดโอกาสให้ผู้อื่นชำระความผิดของตนได้ คือหลักปวารณา ปกติคนเราคบกันนาน ๆ ก็จะเผย "สันดาน" ที่แท้ออกมา อาจจะไม่ดีนักแต่ตนเองไม่รู้ตัวแล้วมองไม่เห็น แต่ผู้อยู่ข้าง ๆ มองเห็นแต่ไม่กล้าเตือน ดังนั้นตนเองต้องปวารณาตัวให้ผู้อื่นชี้แนะได้ ความสัมพันธ์ก็จะดีขึ้นและยั่งยืน

          - ได้ข้อคิดที่ว่า คนเราส่วนใหญ่มักจะลำเอียงเข้าข้างตนเองเป็นฝ่ายถูก ความผิดของคนอื่นเห็นง่ายส่วนตนเองนั้นความผิดนั้นเห็นยาก นี่แหละสัญชาตญาณของคนเรา

          - เป็นการให้รู้ถึงการมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการเปิดใจซึ่งกันและกัน โดยไม่มีเล่ห์เหลี่ยมลับลมคมในใด ๆ ต่อในการคบหาหรืออยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

          ดังนั้นใครที่อยากจะเปลี่ยนแปลงตัวเอง วันออกพรรษา จึงน่าจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับการย้อนมองดูตัวเองว่าได้ทำสิ่งใดผิดพลาดไว้บ้างหรือเปล่า เพื่อที่จะได้ปรับปรุงและไม่ทำผิดซ้ำในเรื่องเดิมอีก

อ้างอิง   http://hilight.kapook.com/view/26828

วันศุกร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2559

        21 กันยายน วันสันติภาพโลก        โปรดงดความรุนแรง

            
              วันสันติภาพโลก ตรงกับ วันที่ 21 กันยายนของทุกปี หยุดเพียง 1 นาที ให้ความสันติเกิดขึ้นแก่โลก ซึ่งวันนี้เรามีประวัติวันสันติภาพโลก และกิจกรรมดี ๆ ที่น่าสนใจของวันสันติภาพโลกมาฝาก จะมีความสำคัญอย่างไรบ้าง มาดูกัน

                  วันที่ 21 กันยายนของทุกปี ถูกกำหนดขึ้นให้เป็นวันสันติภาพโลก (World Peace Day) เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญและงดใช้ความรุนแรง หยุดทำสงคราม และร่วมมือกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นทั่วโลก ซึ่งกว่าจะมีวันสันติภาพโลกขึ้นมาได้นั้น ต้องผ่านเหตุการณ์ความรุนแรงมามากมาย ผู้คนต้องล้มตายเป็นจำนวนมาก ดังนั้นวันนี้จึงเป็นวันที่สำคัญมากอีกวันหนึ่ง โดยกระปุกดอทคอมจะพาทุกคนไปรู้จักประวัติความเป็นมาไปพร้อม ๆ กันค่ะ  

วันสันติภาพโลก
ประวัติวันสันติภาพโลก

          แต่เดิมวันสันติภาพโลกไม่ได้มีวันที่แน่นอนอย่างในปัจจุบัน โดยในปี ค.ศ. 1981 คณะกรรมการสหประชาชาติได้ประกาศมติที่รับรองโดยคอสตาริกา ให้ทุกวันอังคารที่ 3 ของเดือนกันยายน ซึ่งเป็นวันเปิดประชุมสามัญ เป็นวันสันติภาพโลกหรือวันสันติภาพสากล เพื่อให้ความสำคัญกับสันติภาพ

          แต่หลังจากนั้นในปี ค.ศ. 2001 หรืออีก 20 ปีต่อมา ก็มีมติใหม่จากสหราชอาณาจักรและคอสตาริกา กำหนดให้วันที่ 21 กันยายนของทุกปี เป็นวันยุติการสู้รบและประกาศให้เป็นวันสันติภาพโลก หรือวันสันติภาพสากล (The International Day of Peace) เพื่อขอให้ประชาชนทุกประเทศหยุดยิง ลดใช้ความรุนแรงกันทั่วโลกและหยุดการทำสงครามตลอดทั้งวัน รวมทั้งมีการเชิญประเทศสมาชิก หน่วยงานต่าง ๆ มางานเฉลิมฉลองและร่วมมือกันสร้างสันติภาพทั่วโลก และกำหนดให้ ค.ศ. 2001-2010 เป็นทศวรรษสากลเพื่อวัฒนธรรมสันติภาพและความไม่รุนแรงเพื่อเด็กของโลก โดยมีจุดมุ่งหมาย 6 ประการ ดังนี้

         1. ให้ความเคารพต่อชีวิตทั้งมวล เคารพชีวิตและศักดิ์ศรีของแต่ละบุคคล โดยไม่แบ่งชนชั้นหรือลำเอียง

         2. ไม่ใช้ความรุนแรงในทุกรูปแบบ โดยเฉพาะต่อเด็กและเยาวชน

         3. แบ่งปันกับผู้อื่นอย่างมีน้ำใจ เพื่อขจัดการแบ่งแยก ความไม่ยุติธรรม และการกดขี่ทางการเมืองและเศรษฐกิจ

         4. รับฟังเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อกัน เคารพเสรีภาพในการแสดงออก และยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรม

         5. สงวนรักษาผืนโลก ฝึกดำเนินชีวิตอย่างรับผิดชอบและเคารพต่อทุกชีวิตในโลก เพื่อรักษาสมดุลของธรรมชาติบนผืนโลก

         6. สร้างความสมานฉันท์ เคารพต่อหลักการประชาธิปไตย และให้โอกาสทุกฝ่ายมีส่วนร่วมอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะสตรี

          โดยจุดมุ่งหมายทั้ง 6 ประการ มีเป้าหมายให้ผู้คนในสังคมทุกกลุ่มอายุได้ตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพภายใน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของวัฒนธรรมสันติภาพที่เกิดจากความสงบเงียบภายในจิตใจของแต่ละคน เพื่อให้เราได้รู้จักตนเองและแหล่งพลังชีวิตที่สามารถใช้ปัญญาเป็นเครื่องชี้นำทางในการขจัดทุกข์และสร้างสันติสุขให้แก่ตนเองรวมทั้งแบ่งปันสิ่งดี ๆ ให้กับผู้อื่น

คำขวัญวันสันติภาพโลก

          นอกจากในวันนี้ของทุกปีจะเป็นวันที่ทุกคนหยุดใช้ความรุนแรง รวมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อรำลึกถึงความสำคัญแล้วนั้น ทางสหประชาชาติยังได้กำหนดคำขวัญในแต่ละปี เพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติอีกด้วย เช่น

          ในปี 2007 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า “สันติภาพ คือ เป้าหมายสูงสุดของสหประชาชาติ” (Peace is the United Nations’ highest calling)

          ในปี 2008 สำนักงานสหประชาชาติ ในติมอร์-เลสเต ได้ตั้งคำขวัญสำหรับวันสันติภาพสากลในติมอร์-เลสเต ว่า “คุณทำอะไรเพื่อสันติภาพหรือเปล่า” (What are you doing for peace?)

          ในปี 2009 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า “เราต้องปลดอาวุธเพื่อทำเครื่องหมายสู่การนับถอยหลัง 100 วัน ซึ่งนำไปสู่วันสันติภาพสากลที่ 21 กันยายน” (WMD-We Must Disarm to mark the 100-day countdown which lead to the International Day of Peace on 21 September)

          ในปี 2010 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า “สันติภาพ = ในอนาคต, คณิตศาสตร์เป็นเรื่องง่าย” (Peace=Future, The math is easy)

          ในปี 2011 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า “สันติภาพและประชาธิปไตย:ทำให้เสียงของคุณได้ยิน” (Peace and Democracy: make your voice heard)

          ในปี 2012 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า “สันติภาพที่ยั่งยืน เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน” (Peace and Democracy: make your voice heard)

          ในปี 2014 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า “สิทธิของประชาชนเพื่อสันติภาพ” (Right of Peoples to Peace)

          ในปี 2015 สหประชาชาติได้มีคำขวัญไว้ว่า “ความร่วมมือเพื่อสันติภาพและศักดิ์ศรีเพื่อทุกคน” (Partnerships for Peace – Dignity for All)
วันสันติภาพโลก
สัญลักษณ์ของสันติภาพ 

          ภาพของนกพิราบคาบกิ่งมะกอก คงเป็นภาพที่หลายคนคงเห็นผ่านตากันมาบ้างแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าภาพนกพิราบคาบกิ่งมะกอกนั้น ถือเป็นสัญลักษณ์สากลของสันติภาพ เนื่องจากชาวตะวันตกเชื่อว่านกพิราบเป็นวิญญาณของพระผู้เป็นเจ้า เป็นตัวแทนของความบริสุทธิ์ตามพระคัมภีร์ไบเบิล และยังเป็นสัญลักษณ์ของนักเรียกร้องสิทธิมนุษยชนรวมทั้งแสดงถึงวิชาชีพสื่อสารมวลชน เพราะนกพิราบมีความสามารถในการจดจำเส้นทางได้อย่างแม่นยำ ผู้คนจึงใช้นกพิราบในการสื่อสาร ส่วนกิ่งมะกอกเป็นสิ่งที่ชาวกรีกโบราณใช้ในพิธีสำคัญ เป็นมงกุฎสวมให้ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งและมอบให้ผู้ชนะในการแข่งกีฬาโอลิมปิกอีกด้วย

          เมื่อได้รับรู้ถึงความสำคัญของวันสันติภาพโลกกันไปแล้ว ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ 21 กันยายน ทุกคนควรตระหนักและหยุดใช้ความรุนแรง หรืออาจเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมโดยใช้เวลาเพียง 1 นาที หยุดนิ่งให้กับความสงบ เพื่อระลึกถึงสันติภาพของโลก รวมทั้งเพื่อให้ตัวเองได้รับรู้ถึงความสงบในจิตใจ รับรู้ความต้องการของตนเองเพื่อเป็นพลังในการดำเนินชีวิตต่อไป 

กิจกรรมในวันสันติภาพโลก

          ในวันที่ 21 กันยายนของทุกปี ยังมีกิจกรรมดี ๆ ที่จัดขึ้นเพื่อให้ทุกคนเห็นความสำคัญของการหยุดใช้ความรุนแรง โดยมูลนิธิสหพันธ์สันติภาพสากล (ประเทศไทย) ในฐานะที่ปรึกษาพิเศษของคณะมนตรีเศรษฐกิจและสังคมแห่งองค์การสหประชาชาติ ได้จัดกิจกรรมรณรงค์อ่านสารสันติภาพของผู้นำประเทศและเลขาธิการองค์การสหประชาชาติ และกิจกรรมยืนสงบนิ่งร่วมจิตอธิษฐานเป็นเวลา 1 นาที ในสถานศึกษาทั้งของภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อเป็นการสร้างกระแสให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและร่วมมือกันสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นในครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลก

          นอกจากนี้ทางบริษัทแกรมมี่ ยังสร้างสรรค์ผลงานเพลงที่เน้นความสำคัญของการใช้เวลา 1 นาที หยุดนิ่งให้ความสงบ ในบทเพลง "เพียงหนึ่งนาที" ซึ่งเป็นสื่อหนึ่งของโครงการ "คุณธรรมหนุนนำสันติสุข" ของมูลนิธิบราห์มา กุมารี ราชาโยคะ มหาวิทยาลัยทางจิตของโลก เพื่อเป็น traffic control ควบคุมการจราจรของจิต และเป็นสื่อในการเตือนตนเองให้เรียนรู้ความสงบนิ่งภายในตัวเองอีกด้วย

อ้างอิง http://hilight.kapook.com/view/40940

วันจันทร์ที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2559

วันเยาวชนแห่งชาติ 20 กันยายน


วันเยาวชนแห่งชาติ

          วันเยาวชนแห่งชาติ ถูกกำหนดให้ตรงกับวันที่ 20 กันยายนของทุกปี ตามมาค้นหาความสำคัญและความหมายของวันเยาวชนแห่งชาติไปด้วยกัน

          ในปัจจุบันสังคมได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเยาวชน ซึ่งเป็นพลังลูกใหม่ ๆ ที่จะมาสร้างและพัฒนาประเทศชาติในอนาคต ดังนั้นองค์การสหประชาชาติจึงได้กำหนดให้ปีพุทธศักราช 2528 เป็นปีเยาวชนสากล และขอให้ประเทศสมาชิกร่วมเฉลิมฉลองปีเยาวชนสากลภายใต้คำขวัญ "Participation Development and Peace"
          สำหรับประเทศไทย คณะรัฐมนตรี ได้มีมติเมื่อ วันที่ 18 มิถุนายน 2528 กำหนดให้ วันที่ 20 กันยายนของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ โดยถือว่าเป็นวันที่เป็นสิริมงคล อันเนื่องมาจากตรงกับวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระมหากษัตริย์ แห่งราชวงค์จักรีถึงสองพระองค์ คือ
          - พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2396
          - พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468
          นอกจากนี้พระมหากษัตริย์ทั้งสองพระองค์ยังขึ้นครองราชย์สมบัติขณะยังทรงพระเยาว์เหมือนกันอีกด้วย
ความหมายของเยาวชน 
          
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า "เยาวชน" ไว้หมายถึง บุคคลที่มีอายุเกิน 14 ปีบริบูรณ์ แต่ยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์ และไม่ใช่เป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้วด้วยการสมรส
          ขณะที่องค์การสหประชาชาติได้ให้ความหมายสากลของคำว่า "เยาวชน" หมายถึง คนในวัยหนุ่มสาว คือ ผู้ที่มีอายุระหว่าง 15-25 ปี

วันเยาวชนแห่งชาติ

คำขวัญวันเยาวชนแห่งชาติ

          
เมื่อคณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบให้ วันที่ 20 กันยายนของทุกปี เป็นวันเยาวชนแห่งชาติ จึงได้มอบคำขวัญที่ถอดความเป็นภาษาไทยว่า "ร่วมแรงแข็งขัน ช่วยกันพัฒนา ใฝ่หาสันติ" ซึ่งมีความหมายละเอียดลึกซึ้งต่อเยาวชนทุกคน สามารถยึดถือและนำไปปฏิบัติดังนี้

          
ร่วมแรงแข็งขัน (Participation) หมายถึง การยอมรับในศักยภาพของแต่ละบุคคล ที่จะสามารถวินิจฉัยและตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวกับตนเอง และตระหนักว่าตนมีโอกาส ได้ใช้โอกาสและพึงพอใจที่ได้ใช้โอกาสด้วยตนเองอย่างเกิดคุณค่า โดยไม่ตกเป็นเครื่องมือของผู้ใด การที่เยาวชนสามารถมีส่วนร่วมและมีบทบาทต่อชาติบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่นั้น เป็นความสำเร็จของสังคมและประเทศชาติ

          
ช่วยกันพัฒนา (Development) การพัฒนานั้นมองได้ 2 มิติ มิติหนึ่งคือ การพัฒนาตนเองของแต่ละบุคคล และอีกมิติหนึ่ง คือ การพัฒนาสังคมและประเทศชาติ หากบุคคลพัฒนาตนเองได้ดีก็จะเป็นกำลังสำคัญ และอีกมิติหนึ่ง คือ การพัฒนาสังคมและประเทศชาติ และมีคุณค่าต่อการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

          
ขณะเดียวกัน การพัฒนาสังคมและประเทศชาติก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาของบุคคลด้วยกระบวนการพัฒนา 2 ส่วนนี้ จึงมีความต่อเนื่องสัมพันธ์กัน และในสภาวะปัจจุบัน ความร่วมมือในระดับนานาชาติ จะมีผลอย่างสำคัญยิ่งต่อความก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศ

         
ใฝ่หาสันติ (Peace) สันติภาพเป็นหลักการพื้นฐานของชีวิต ความต้องการสันติภาพ เป็นความต้องการของสากลโลก ซึ่งทุกคนต้องรับผิดชอบร่วมกันเพื่อให้เกิดสันติภาพและดำรงคงไว้ คนหนุ่มสาวจึงต้องร่วมมือกันในเรื่องนี้ ผลักดันให้เกิดมาตรการที่จะสร้างความเชื่อมั่นในวิถีการพัฒนาด้วยสันติ และสร้างสำนึกสันติภาพ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปลูกฝังสั่งสอนเยาวชนให้รู้จักเคารพในศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชน มีความอดกลั้น ความเป็นประชาธิปไตย และเสรีภาพพื้นฐาน
เครื่องหมายของวันเยาวชนแห่งชาติ 
          
ในปี พ.ศ. 2517 สำนักเยาวชนแห่งชาติ ได้เสนอต่อคณะกรรมการบริหารและประสานงานเยาวชนแห่งชาติว่า เพื่อประสิทธิภาพและความมั่นคงในการดำเนินงานเยาวชนแห่งชาติ สมควรที่ขอรับพระราชทาน "เครื่องหมายเยาวชนแห่งชาติ" เพื่อเป็นสัญลักษณ์ผูกพันพลังน้ำใจ และเป็นเครื่องยึดมั่นสักการบูชาร่วมกันของบรรดาเยาวชน

          กลุ่มเยาวชน และหน่วยงานที่ทำงานเกี่ยวกับเยาวชน จึงได้เสนอขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อนำความกราบบังคมทูลทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ซึ่งสำนักพระราชเลขาธิการได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาทราบฝ่าละอองธุลีพระ บาท แล้วไม่ทรงขัดข้อง จึงมีพระบรมราชานุญาตให้นำพระมหาพิชัยมงกุฎประดับบนส่วนยอดเครื่องหมายเยาวชน แห่งชาติ
                                                   เครื่องหมายวันเยาวชน 

          เครื่องหมายเยาวชนนี้ได้รับพระราชทาน และพระบรมราชานุญาตให้ใช้พระมหาพิชัยมงกุฎ บนส่วนยอดของเครื่องหมาย เพื่อเป็นมิ่งขวัญ กำลังใจ และสิริมงคลแก่ชีวิตของเยาวชน

         
 รูปลักษณะของเครื่องหมายนี้เป็นรูปโล่สีธงชาติ มีอักษรคำว่า "เยาวชน" สีขาวอยู่ในวงกลมพื้นสีเขียว เบื้องบนเป็นรูปพระมหาพิชัยมงกุฎ มีรัศมีอุณาโลม เบื้องล่างมีอักษรสีแดงว่า พลังพัฒนาชาติ รองรับด้วยรวงข้าว 9 รวง แยกอยู่ทางด้านขวา 5 รวง ด้านซ้าย 4 รวง ซึ่งสัญลักษณ์ต่าง ๆ เหล่านี้อธิบายได้ดังนี้ คือ
         1. พระมหาพิชัยมงกุฎ เป็นเครื่องหมายแทนองค์พระมหากษัตริย์ องค์ประมุขสูงสุดของประเทศ ซึ่งเป็นที่เคารพ สักการะ และเป็นจุดรวมน้ำใจของคนทั้งประเทศ
         2. รัศมีที่พระมหาพิชัยมงกุฎ หมายถึง พระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งหมายความว่า เยาวชนไทยนั้นอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว หรือได้รับพระบารมีปกเกล้าฯ
         3. อุณาโลม หมายถึง หว่างพระขนงของพระพุทธเจ้า ใช้เป็นเครื่องหมายแทนศาสนา
         4. อักษรเยาวชนสีขาวในพื้นวงกลมสีเขียวรูปโล่สีธงชาติ หมายถึง พลังอันบริสุทธิ์แห่งความสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของเยาวชนไทย อันจะนำไปสู่ความสำเร็จ การเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาการกสิกรรม อันเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
         5. รวงข้าวทั้ง 9 รวง มีความหมายถึง เป้าหมายในการพัฒนาเยาวชนทั้ง 9 ประการ ตามนโยบายเยาวชนแห่งชาติ โดยที่รวงข้าวหมายถึง ความเติบโตงอกงาม ฉะนั้น คุณลักษณะ 9 ประการที่จะปลูกฝังให้เกิดขึ้นในตัวเยาวชน จึงเปรียบเสมือนคุณสมบัติที่จะงอดงามขึ้นตามตัวเยาวชน
         6. อักษรว่า พลัง พัฒนาชาติ เป็นคำขวัญ เพื่อเตือนใจเยาวชนให้ตระหนักว่า พวกเขานั้นมีพลังบริสุทธิ์อันหนักแน่น จริงจัง ที่สามารถใช้ประโยชน์ได้มากในการช่วยพัฒนาประเทศชาติ
เป้าหมายของวันเยาวชนแห่งชาติ

          
นับแต่ปี พ.ศ. 2528 เป็นต้นมา เยาวชนของชาติจะได้รับการส่งเสริมและพัฒนาให้สามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน และพัฒนาประเทศได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งกว่านั้นเยาวชนจำนวน 11 ล้านคนซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ควรได้ตระหนักว่า เยาวชนจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบในการพัฒนาชาติให้มีความมั่นคง และเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายหลัก 3 ข้อคือ 
          
1. เพื่อให้เยาวชนช่วงอายุ 15 - 25 ปี ได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาตนเอง พัฒนาชุมชน พัฒนาประเทศ

          
2. เพื่อให้ประชาชนทั่วไป ได้ตระหนักถึงความสำคัญต่อประเทศชาติทั้งในด้านคุณภาพคุณธรรม

          
3. เพื่อให้นโยบายส่งเสริมและพัฒนาเยาวชนดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง สัมฤทธิ์ผล

วันเยาวชนแห่งชาติ
คุณสมบัติเด็กและเยาวชนที่พึงประสงค์
           เด็กและเยาวชนที่พึงประสงค์ควรมีคุณสมบัติ 6 ประการ
          1. มีความผูกพันในครอบครัว ภาคภูมิใจในความเป็นไทย มีทักษะในอาชีพและการดำรงชีวิตที่รู้จักเคารพสิทธิของผู้อื่น
          2. มีสุขภาพและพลานามัยแข็งแรงและรู้จักการป้องกันตนเองจากโรคและสิ่งเสพติด
          3. มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ จริยธรรม คุณธรรม และมีพฤติกรรมด้านความรับผิดชอบตามวัย
          4. มีเจตคติที่ดีต่อการทำงาน มีศักดิ์ศรีและความภูมิใจในการทำงานสุจริต
          5. รู้จักคิดอย่างมีเหตุผลรอบด้าน และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
          6. รู้จักช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสและมีส่วนร่วมเพื่อการพัฒนาชุมชนและประเทศชาติ
กิจกรรมในวันเยาวชนแห่งชาติ

          
ในวันเยาวชนแห่งชาติของทุกปี หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้มีการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ขึ้น เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เยาวชนได้ตระหนักถึงบทบาทหน้าที่ของตนทั้งในด้านเศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เช่น

          
การคัดเลือกเยาวชนผู้ทำคุณประโยชน์ในสาขาต่าง ๆ และมีคุณสมบัติครบถ้วน เพื่อมอบรางวัลเยาวชนดีเด่นแห่งชาติให้เป็นการประกาศเกียรติคุณ และให้กำลังใจแก่เยาวชนผู้ทำความดี

          
กิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การรักษาความสะอาดของที่อยู่อาศัยและชุมชน

          
การบำเพ็ญประโยชน์และสังคมสงเคราะห์ เป็นต้น

          
วันเยาวชนแห่งชาติ จึงนับว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นให้เยาวชน ได้ค้นพบบทบาทและความสำคัญของตนเองที่มีต่อชุมชนและสังคม อันจะเป็นแนวทางในการพัฒนาสังคม และประเทศชาติให้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้น … มีคำกล่าวที่ว่า เด็กในวันนี้คือผู้ใหญ่ในวันหน้า เยาวชนก็เช่นกัน หากได้รับการปลูกฝังที่ดี และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้ที่มีค่านิยมที่ถูกต้องแล้ว ก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่มีสร้างคุณประโยชน์ต่อประเทศได้ในอนาคต 


อ้างอิง http://hilight.kapook.com/view/1562
2